แถมโดนอักษรย่อพ่นพิษว่าเป็นคู่รักที่ไม่หวานกันเหมือนเดิมแล้ว อาจเป็นอีกคู่ที่เลิกเงียบ งานนี้ “ตงตง กฤษกร” ก็ออกมาเปิดใจถึงสาเหตุไม่หวาน “เบส รักษ์วนีย์” ลูก “สมรักษ์ คำสิงห์” เหมือนเดิมว่า เป็นเพราะต้องทำงาน ทำให้ห่างกัน
“คือผมก็ไม่รู้จะพูดยังไงครับ มันเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถห้ามใครเขาเขียนได้ ทุกคนมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น เราไม่สามารถขอร้องอ้อนวอนเขาได้ ว่าไม่ใช่เรา อย่าพูด อย่าพิมพ์เลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำได้ คือการที่เราต้องจับมือแล้วก็เดินหน้าไปด้วยกันแค่นั้นเอง”
“มีคนมาถามเยอะเหมือนกัน ว่าทำไมเมื่อก่อนสนิทกันจังเลย เดี๋ยวนี่ทำไมไม่มีโมเมนต์เหมือนเดิมๆ แล้ว คือต้องบอกผมกับเบส ตอนนี้คือเจอกันน้อยมาก เจอกันทีหลังเลิกกองละครเลย แล้วคืออีกวันก็ต้องไปถ่ายละครแล้ว แล้วผมตอนนี้ละคร 7 วันเลย ก็เลยแทบจะไม่ได้เจอกัน แต่ว่ามันก็จะมีช่วงไหนที่เราว่าง เราก็จะคอยอัปเดตให้ทุกคนหายคิดถึงอยู่ตลอดเวลา เพราะงานทำให้ไม่ได้เจอ ตัวผมถ่ายอยู่ 2 เรื่อง น้องเบสละคร 1 เรื่อง แล้วก็มีถ่ายยูทูปด้วย แล้วน้องก็มีงานนอกเข้ามาด้วย มันก็เลยแทบไม่มีเวลาที่เราสองคนจะได้ไปถ่ายอะไรสนุกๆ มาให้ทุกคนดู”
“ส่วนยกครอบครัวไปดูศึกแดงเดือด สยบข่าวไหม อันนี้มีการล็อกคิวนานแล้ว ก็เลยมีโอกาสได้ไปด้วยกัน เพราะว่าผมจองคิวไว้หลายเดือนก่อนแล้ว ถามว่าสยบข่าวเมาท์ไหม คือผมก็ไม่รู้ว่าเขาเมาท์อะไรยังไงกันบ้าง เพราะฉะนั้นก็ไม่รู้ว่าสยบยังไง ผมว่าตัวน้องอาจจะรู้ แต่ไม่ได้เล่าให้ผมฟัง เพราะผมทำงาน 7 วัน เขาก็กลัวผมไม่สบายใจ กลัวไปทำงานแล้วไม่เต็มที่ คือตัวน้องผ่านอะไรมาเยอะมาก ผมกับเบสเราผ่านอะไรมา ตั้งแต่จุดเริ่มต้นเลย มันมีทั้งข่าวดี ข่าวไม่ดี แล้วเรามาถึงทุกวันนี้ได้ ผมรู้สึกว่าไม่อยากให้น้องต้องเครียดหรือว่าเป็นกังวลอะไร ตอนนี้น้องถ่ายทั้งยูทิวบ์ ทั้งละคร แล้วมันเป็นสิ่งที่น้องเพิ่งได้รับโอกาสมา ผมเลยอยากให้น้องได้ทำผลงานตรงนี้ให้เต็มที่ คือเราไม่ได้คิดคอนเทนต์ ว่าเดี๋ยวเราจะต้องมาสยบข่าว คอนเทนต์นี้สยบข่าวได้ไหม มันจะสามารถเปลี่ยนข่าวไม่ดีได้ไหม คือเราไม่ได้คิดแบบนั้น เราคิดอะไรได้ ณ วันนั้น เราก็ไปเลย”
“ผมว่าน้องก็ต้องมีคิด เราเป็นผู้ชายเรารู้ ผมรู้ว่าน้องรู้สึกยังไง มันอาจจะไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน ตอนนั้นมันสถานการณ์โควิดแรกๆ กองละครก็งด ใครติดหน่อยก็งดกันทั้งกอง เพราะฉะนั้นการที่ผมกับเบสว่างตอนนั้น มันก็เลยได้ไปนั่นไปนี่ ได้มีเวลาคิดทำนั่นทำนี่ แต่ตอนนี้พอทุกอย่างกลับมาเป็นสถานการณ์ปกติแล้ว มันก็แทบจะไม่มีเวลาที่จะไปนั่นนี่ด้วยกัน ผมว่าเบสรู้ว่าอาจจะไม่เหมือนเมื่อก่อน ผมก็รู้แหละว่าน้องรู้สึกยังไง แต่ผมก็ทำได้เพียงแค่ วันไหนที่มีเวลาว่าง อย่างเลิกกองมา 2-3 ชั่วโมง อย่างน้อยผมขอทำอะไรที่ทำให้น้องยิ้ม แค่นั้นผมพอแล้ว หลักๆ ก็กลับมาเจอหน้ากัน แล้วก็พูดคุยกัน คือผมว่าน้องเข้าใจแหละ แล้วน้องก็โตขึ้น ก็ยังจับมือที่จะดำเนินชีวิตไปด้วยกันต่อ พ่อกับแม่เขาก็รู้ แต่เขาก็คงจะปล่อยให้ผมกับเบสได้ใช้ชีวิตด้วยกัน แล้วก็ได้ตัดสินใจกันเอง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม”





















