ไม่ปล่อยให้คลุมเครือนาน ล่าสุด “แพรวา ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์” ออกมายอมรับว่าเลิกรากับ “หน่อง ธนา ฉัตรบริรักษ์” น้องชาย “บอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์” แล้ว 2 เดือน โดยเป็นการเลิกกันทั้งที่ยังรัก แต่ปรับจนสุดทางแล้ว ไลฟ์สไตล์เข้ากันไม่ได้
“เรื่องจริงค่ะ จบความสัมพันธ์กันแล้วค่ะ ตั้งแต่ 19 มีนาคมค่ะ เราเข้ากันไม่ได้ค่ะ หมายถึงว่าเราพยายามปรับกันแล้วมาหลายรอบ แล้วมันถึงจุดที่รู้สึกว่ามันไม่มีทางไปต่อแล้ว ก่อนหน้าคู่เราดูเหมือนจะเข้าขากันได้ดี แต่ว่ามันก็จะมี..คือทุกความสัมพันธ์ เรารู้สึกว่าความสัมพันธ์ของคนสองคนมันไม่สามารถที่จะเข้าขากันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ขนาดนั้น ยกเว้นเราจะเป็นเนื้อคู่เกิดมาเพื่อกันและกัน ต้องมีการปรับกันอยู่แล้ว เหมือนเราพยายามกันมาถึงสุดทางแล้ว มันเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ว่าต่างฝ่ายต่างปรับให้กัน ลองปรับแล้วมันก็ยังไม่ได้ค่ะ”
“มันไม่ใช่เรื่องเวลาค่ะ พอเราทำงานตรงนี้ด้วยกัน เขาไปทำงานเราก็เข้าใจ เราไปทำงานเขาก็เข้าใจ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องของเวลา เป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์ เรารู้สึกว่าเป็นครั้งที่ยากที่สุดตั้งแต่มีความสัมพันธ์มา คือมันยากตรงที่ว่าเรารู้สึกว่าการจะจบความสัมพันธ์กับใครสักคนโดยที่เรายังรู้สึกรักเขามากๆ มันยากมากเหมือนกัน มันก็เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมเพิ่งจะบอกให้ทุกคนทราบว่าเราจบความสัมพันธ์กับเขาแล้ว ก่อนหน้านี้เราค่อนข้างอ่อนแอมาก แต่เราไม่ได้อยากจะโชว์ให้ทุกคนเห็น ก็เลยรอวันที่เราโอเคว่าเราพร้อมจะพูดแล้ว เราเป็นฝ่ายขอเดินออกมาค่ะ”
“คือก่อนหน้าที่เราจะสู้กันครั้งสุดท้าย เกิดการคุยและตกลงกันแล้วว่าโอเคเราลองมาปรับกันอีกรอบนึง ถ้ามันไม่ได้รอบนี้คือมันไม่ได้แล้ว เพราะเราปรับกันมาเยอะมากๆ แล้ว ก็เลยตกลงกันว่าอันนี้น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายนะที่เราจะลองปรับกัน ถ้าไม่ได้มันก็คือเราเข้ากันไม่ได้จริงๆ ก็พยายามที่สุดแล้ว วันนั้นที่คุยกันเรา วันนั้นเราก็เห็นพร้อมกันแต่ไม่รู้ว่าวันที่แยกกันไปสภาพจิตใจเขาเป็นยังไง เพราะว่าตัวเราเองก็ไม่ไหวเหมือนกัน เราก็ได้มีการถามเพื่อนเขาว่าช่วยฝากดูหน่อยว่าเป็นยังไง เพราะเรารู้ว่าเขาเป็นคนที่ค่อนข้างเก็บ ซึ่งก็เหมือนเรา เรารู้ว่าเขาคงไม่ไหวแหละ เพราะขนาดเราพยายามที่จะเข้มแข็งเรายังไม่ไหวเลย นั่นคือเรื่องยากที่จะจบความสัมพันธ์กับใครสักคนนึง
“มันเกิดการสู้มาเยอะแล้ว เรารู้สึกว่าทุกครั้งที่เราพยายามสู้เพื่อกันและกันมันทำร้ายกันทั้งคู่ และมันทำให้เขาก็เจ็บ เราก็เจ็บค่ะ มันเลยรู้สึกว่าเราไม่อยากให้ถึงวันที่เราทั้งสองคนต้องเจ็บจนจะตายหรือว่าเราจะเกลียดกันไปเลย ก็จบกันมาด้วยดี คุยกันได้ค่ะ”
“จากวันนั้นก็ยังไม่มีโอกาสได้คุยกันเลย เราอยากทักไปถามเขาว่าเป็นยังไงบ้าง แต่ด้วยความที่เราเลิกกันด้วยความที่เรายังรักกันมากๆ การที่เราจะทักไปมันค่อนข้างยากสำหรับเรามากๆ แล้วเราคิดว่าคงยากสำหรับเขาด้วยเหมือนกัน ถ้าเราจะมาคุยกันโดยที่เรายังรักกัน แต่ว่าเราต้องเลิกกันค่ะ”
“สภาพจิตใจเรียกว่าดีขึ้นกว่าเดือนที่แล้วค่ะ เพราะเดือนที่แล้วค่อนข้างแย่ ก็ยังมีร้องไห้บ้าง ก็ขึ้นๆ ลงๆ แล้วแต่วัน ก็เฮิร์ตค่ะ ที่เลือกจะออกมาพูดวันนี้อย่างแรกเราก็อยากแฟร์กับทุกคนเหมือนกันที่ทุกคนสงสัยว่าเราได้เลิกกันไหม เพราะตอนที่เราคบกันเราก็ประกาศให้ทุกคนรู้ พอเราเลิกกันก็อยากจะแฟร์กับทุกคนเหมือนกันว่าเราเลิกกันแล้วนะ แต่แค่ก่อนหน้านี้ที่ไม่ได้ออกมา ต้องขอโทษทุกคนด้วยจริงๆ เพราะไม่สามารถจัดการตัวเองได้จริงๆ ก็เลยอยากจะออกมาบอกว่าโอเคตอนนี้เราจบความสัมพันธ์กันแล้ว และก็อยากจะให้เรื่องนี้มันจบ เพราะมันมีการโจมตีแต่ละฝ่าย เรารู้สึกว่าไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้นค่ะ เพราะการเลิกกันมันไม่มีใครผิด”
“เรื่องมือที่สาม ลำพัง 2 คนก็ปรับกันจะแย่แล้ว มีมือที่ 3 อีกมันคงแย่ไปใหญ่ เอาตัวไม่รอดเลยแม่ คือที่ผ่านมารู้สึกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ดี ถ้าตอนนี้ย้อนเวลากลับไปได้ก็ไม่เสียใจที่ได้คบกับเขา ก็ไม่ได้ไวไป และไม่ได้ช้าจนเกินไป เรารู้สึกว่าเราได้ทำเต็มที่แล้วในฐานะคนๆ นึงที่รักอีกคนนึงแล้วในความสัมพันธ์”
“2 ปีที่คบกัน ไม่เสียดายเวลาเลย ดีใจด้วยซ้ำที่เราได้คบกับเขา โอกาสจะกลับมารีเทิร์นให้เป็นเรื่องของอนาคต แค่ตอนนี้เวลาที่เราจะเจอกันเหมือนมันยังไม่ใช่ แต่ถ้าในอนาคต 5 ปี 10 ปี แล้วกลับมาเจอกันในเวลาที่ใช่ มันก็อาจจะใช่”
“หน่องเขาไม่ได้เป็นคนติสต์ มันอาจจะมีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในนิสัยของเราที่เราอาจจะรับเขาไม่ได้ หรือเขาอาจจะรับเราไม่ได้ มันเป็นเรื่องปกติมากๆ ของความสัมพันธ์ ที่มันก็มีเล็กๆ น้อยๆ ยิบย่อยมาเรื่อยๆ มันไม่เชิงเป็นปัญหาสะสม คนเรามันเปลี่ยนทุกวัน วันนี้เราเป็นอย่างนี้ พรุ่งนี้เราก็เป็นอีกแบบนึง มันเลยเหมือนเราค่อยๆ ปรับกันมาเรื่อยๆ แต่ตอนนี้มันเหมือนค่อนข้างที่จะสุดทางแล้ว เปรียบเทียบว่าเราเหมือนจิ๊กซอร์ชิ้นนึง แล้วพี่หน่องเขาเป็นจิ๊กซอร์อีกชิ้นนึง แต่เราไม่ใช่จิ๊กซอร์ที่แมชต์กันได้ในตอนนี้ ถ้าเราจะแมชต์กันได้เราต้องหักชิ้นส่วนของเรา และเขาก็ต้องหักชิ้นส่วนของเขา ซึ่งเรารู้สึกว่ามันก็จะเจ็บปวดทั้งคู่”
“ช่องว่างระหว่างวัยไม่ได้มีส่วนขนาดนั้น จากที่คบกันมาเราก็เล่นเกมด้วยกัน เราปรึกษางานกันได้ เราเป็นคนที่ค่อนข้างจะโตกว่าอายุ และตัวเขาเองก็สามารถมาเล่นเกมกับเราได้เลยรู้สึกว่าช่องว่างระหว่างวัยไม่ใช่ปัญหา”
“เพื่อนสนิทตกใจ เพราะจริงๆ เวลาที่เรามีปัญหากัน ไม่ว่าเขาจะมีปัญหากับเรา หรือเรามีปัญหากับเขา จะมีคนน้อยมากที่รู้ ถ้าเป็นตัวเรา ถ้าเรามีปัญหากับเขาจะปรึกษากับผู้จัดการ ถ้าเผื่อเราเป็นอะไรไป ไม่สามารถไปทำงานได้ เขาควรจะเป็นคนแรกที่รับรู้ว่าโอเค มีเรื่องนี้เกิดขึ้นนะ เราเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานอาจจะไม่เต็มร้อยเพราะเรื่องนี้ ก็อยากให้เขาทราบไว้ก่อน ช่วงที่เฮิร์ตไม่มีกระทบงานเลย คือเราสามารถสวิตช์ในส่วนของงาน แต่พอเลิกงานขึ้นรถเมื่อไหร่ก็คือแย่เลย”
“ส่วนภาพขี่คอ พลัสเตอร์ พรพิพัฒน์ พัฒนเศรษฐานนท์ ที่ทะเล พลัสเตอร์ไม่น่าจะเป็นคนรักเราได้ ไม่ได้ไปกับจอส เอวาห์ ทริปนั้นไปกับผู้จัดการแล้วก็พลัสเตอร์ ซึ่งเขาเป็นทั้งเพื่อนและญาติเรา เป็นคนข้างตัวที่สนิท เวลาที่เรามีเรื่องอะไรเขาค่อนข้างเป็นที่ปรึกษาได้ดี ด่าได้ตรงมากเลยค่อนข้างคลิกกันมาก”
“กับเคสเตะบอลจริงๆ เราอยู่ทีมมันเดย์ไนซ์มานานแล้วก่อนที่จะคบกับพี่หน่อง พอเราคบกับพี่หน่องก็รู้สึกว่าเราให้เกียรติเขาโดยการไม่ไปแตะบอลเพราะว่าเรารู้สึกว่าผู้ชายมันเยอะ เราเลยไม่ไป พอเลิกกัน เรารู้สึกว่าเราต้องหากิจกรรมให้เราดีขึ้น ซึ่งสำหรับเราคือการออกกำลังกาย การใช้แรง จะได้ไม่ต้องคิดอะไร ก็เลยกลับไปแตะบอล”
“อีกเคสที่กลับไปเจอแฟนเก่าคือพี่บี๊บ (ศิรสัณห์ หอวิจิตร) เรากับเขาไม่ได้มีอะไรกัน เราเป็นคนที่เป็นเพื่อนกับแฟนเก่าได้ สำหรับเรารู้สึกว่าแฟนเก่าก็คือคนๆ หนึ่งที่รู้จักเราดี ในช่วงเวลาหนึ่งของเรา เขาสามารถเป็นที่ปรึกษาเราได้ ซึ่งระหว่างเรากับพี่บี๊บไม่มีอะไร ซึ่งไม่น่าจะเลิกกันแล้วไปคบแฟนเก่า (หัวเราะ) เพราะว่าเรานับถือเขาเป็นพี่ ก็มีคุยกับเขา ก็บอกเขาว่ากลับมาแตะบอล เขาก็ถามว่าเป็นยังไงบ้าง สบายดีไหม ก็เหมือนได้เคลียร์ใจเรื่องต่างๆ มากขึ้น ซึ่งมันไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ค่ะ”
“เรื่องจะกลับไปคุยกับพี่หน่อง เราจะยินดีมากถ้าเราเป็นแบบนั้นได้ แต่แค่ตอนนี้มันเหมือนสภาพจิตใจทั้งคู่น่าจะไม่ไหวกัน กับความรักครั้งนี้ได้มุมมองเยอะ ถ้าให้ลิสต์เป็นข้อก็น่าจะยากแต่ว่าถ้าพูดโดยรวมคือเราขอบคุณที่ครั้งหนึ่งเราได้เรียนรู้กัน ดีใจที่ครั้งหนึ่งได้คบกับพี่หน่อง”
“ตอนนี้ยังรักพี่หน่องในฐานะพี่คนหนึ่ง คือพอเราเคยคบกันแล้วตอนนี้เลิกไปแล้ว เวลาเขามีงานอะไรหรือได้อะไรเราก็จะยินดีกับเขามากๆ ถ้าเขาเสียใจเราก็คงรู้สึกว่าเป็นห่วงเขาแหละ เราไม่กล้าที่จะเอาตัวเองเป็นคนให้กำลังใจเขา เพราะว่าเรื่องที่เขาเฮิร์ตมันคือเรื่องของเรา เลยรู้สึกว่าก็อยากฝากเพื่อนเขา คุณแม่หรือเฮียบอย พี่ภัทร น้องวันใหม่ แล้วก็อี๊ มากกว่าว่าให้ดูแลเขา เรารู้สึกว่าเราไม่ได้มีสิทธิ์ที่จะไปทำแบบนั้นเพราะว่ามันคือเรื่องของเราเหมือนกัน”
“ตอนนี้กลับไปใช้ชีวิตได้ปกติ ก็ถือว่ามูฟออนได้แล้วแค่มันจะอ่อนแอ แต่ทุกวันนี้ก็ใช้ชีวิตแบบวันต่อวันค่ะ ส่วนจากนี้จะไปต่อหรือพักใจ ตอบยากเพราะก็รู้สึกว่าไม่ได้ปิดแล้วก็ไม่ได้เปิด แต่ถ้าใครจะเข้ามาก็ตอนนี้เราค่อนข้างก็เป็นกำแพง ตอนนี้ค่อนข้างรักตัวเองค่อนข้างสูง ถ้าจะเข้ามาก็อาจจะต้องสู้หน่อย สเปกไม่มีแล้ว หมายถึงว่าปีนี้หนู 27 แล้ว รู้สึกว่าเข้ามาได้หมดเลย แค่แบบลองดู หมายถึงว่าเปิดรับหมดอะไรแบบนี้”



















