คำตอบพามึนอยู่ไม่น้อย สำหรับ “แอนนา ทีวีพูล” ที่ล่าสุดวันนี้เจ้าตัวเข้ารับทราบ 2 ข้อกล่าวหาจากดราม่ากล่องสุ่มทอง หลังมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความ โดยมีการระบุว่ามูลค่าความเสียหายสูงถึง 200 ล้านบาท โดยแอนนาได้ออกมาเผยถึงเรื่องนี้
“วันนี้มารับทราบข้อกล่าวหาค่ะ ก็ชี้แจงไปตามเอกสาร ว่าเราไม่มีเจตนาและไม่ได้ฉ้อโกงประชาชนแน่นอน เอกสารที่เอามาก็ค่อนข้างเยอะ ถามว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร คราวก่อนที่เล่าให้ฟังว่าแอนนามีปัญหาเรื่องธุรกิจ ก็ยืนยันคำเดิมค่ะ ว่าเราบริหารธุรกิจผิดพลาด แล้วก็อยากให้เป็นอุทาหรณ์ให้กับแม่ค้าออนไลน์ ว่าควรทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้ดี ต้องเล่าว่าตัวแอนนามีนิสัยชอบแจก ชอบคืนกำไร มีความใจใหญ่ในการทำธุรกิจ ตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะเราเริ่มจากขายไม่ได้สักออเดอร์เดียว พอวันหนึ่งขายได้ ก็รู้สึกแค่ว่าดีใจจังเลย ก็เลยคืนกำไรให้ลูกค้า แล้วไม่ยอมทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้ดี ว่ามันจะขาดทุนเอา จนมาถึงปีที่แล้ว มันมีกำไรมันก็ยังได้อยู่ พอมาปีนี้กำไรน้อยลง เราก็ประกาศกับลูกค้าว่าจะเลิกทำแล้ว การให้กำไรแบบนี้เราไม่ไหว”
“มันเริ่มจากการส่งของล่าช้าค่ะ ลูกค้าหลายท่านก็ให้ความเมตตารอได้ หลายท่านก็มีความจำเป็น เพราะเขาต้องใช้สินค้าที่สั่ง เราเข้าใจหมดเลย อันนี้ต้องขอโทษลูกค้าทุกคนจริงๆ (ยกมือไหว้) ไม่มีเจตนาที่จะไม่ส่งของให้ใคร เพราะเราก็เคยเป็นลูกค้า ตอนนี้ข่าวออกไปว่าเป็นกล่องสุ่มทิพย์ ซึ่งกล่องสุ่มเราทำจริง แต่ระบุไว้ชัดเจนว่าจะได้เป็นสกินแคร์และอาหารเสริม ในราคาเท่านั้นเท่านี้ แล้วคนไปพาดหัวว่าเป็นกล่องสุ่มทองทิพย์ ซึ่งการทำกล่องสุ่มมันต้องขออนุญาต ก็ขอมาตลอดมีหลักฐาน แม้กระทั่งซื้อทอง ก็บอกเลยว่าไม่ทิพย์ เพราะส่งมาตลอด เดี๋ยวให้ดูใบเสร็จร้านทอง กล้าพูดเลยว่าลูกค้าก็ได้รับมาตลอด เราพูดมาเสมอว่าเราให้คืนกำไร บางครั้งคนตัดคลิปสั้นๆ ไปลง มันมีทั้งทีเล่นทีจริง หรือเราอาจจะพลาดพูดแบบไม่ได้คิด แต่ยืนยันว่าทองเป็นการคืนกำไร ไม่ใช่การขายทองโดยตรง แล้วก็ไม่ใช่กล่องสุ่มด้วย”
“เรื่องทองหายเราก็มีใบแจ้งความที่สน.คันนายาว (โชว์ใบแจ้งความ) ทุกอย่างไม่ใช่พูดอ้างไปวันๆ มันมีหลักฐานทุกขั้นตอน ถามว่าทองมันหายไปได้ยังไง คือปกติแมสเซนเจอร์ที่มารับ เขาก็ไม่ทราบหรอกว่าเป็นทอง แต่คราวนี้ก็ไม่รู้ว่าวันนั้นมันเกิดอะไรขึ้น เพราะวันนั้นเรานอน แล้วพอตื่นมาน้องๆ ก็บอกว่าของหายหมดเลย เราก็ใจไม่ดีเพราะในนั้นเป็นทองมูลค่า 4 ล้านบาท ซึ่งแมสเซนเจอร์คนนี้ก็ส่งตลอดค่ะ แต่วันนั้นเขาบอกว่าเอาทองไปส่งตอนตี 2 แล้วรถล้ม แล้วเขาก็ไม่บอกเราเลยนะ เขาหายไปเลย จนเราให้คนไปถามว่าเรียบร้อยแล้วใช่ไหม เขาก็บอกว่ามีปัญหานิดหน่อยเกิดอุบัติเหตุ แต่ไม่ได้พูดถึงทอง จนเราถามว่าทองได้ส่งไปแล้วใช่ไหม เขาก็บอกว่ามันหายหมดเลย คือช่วงหลังๆ เขาทราบแล้วว่าเป็นส่งทองแน่นอน”
“คือเรื่องนี้เสียใจมาก และว่าจะบอกลูกค้าเลยวันนั้นดีไหม แต่ที่ไม่บอกเพราะหนึ่ง ภาพลักษณ์ของการส่งของ ถ้าลูกค้ารู้ว่าการระบบการจัดส่งเราแต่การขายของต่อไประยะยาวก็จะไม่ดีไปด้วย เราเลยปรับระบบการขนส่งใหม่ ให้ขนส่งมารับที่บ้าน ต้องยอมรับว่าพลาดเองที่ไม่ออกมาประกาศวันนั้นว่าทองหาย แต่ตอนที่เราพาลูกค้าไปญี่ปุ่น ก็มีการแจ้งว่าทองหายนะ ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้เกิดเรื่องการส่งทองล่าช้า”
“ในส่วนของแมสเซนเจอร์ ที่เขาบอกว่ารถล้มแล้วทองหาย สน.คันนายาวก็ให้ความร่วมมืออย่างดีมากในการไล่กล้อง ก็ไม่เจอเลย เรารู้สึกเสียใจและนอยด์มาก เพราะแมสเซนเจอร์คนนี้เป็นคนที่เข้าออกบ้านเรา เราให้ความไว้วางใจมาเกือบปี แล้วพอเขาทำแบบนี้ตำรวจก็สอบเขาหนัก 3-4 วัน เราก็คิดว่าจะดำเนินคดียังไง แต่สุดท้ายแม่เราบอกว่าเป็นเวรกรรม ถือว่าใช้เวรใช้กรรมไป อยากให้สังคมไปขุดเรื่องนี้แล้วก็ทำให้หน่อย หรือถ้าใครเก็บได้ ไม่ต้องมาคืนแอนนาก็ได้ แค่เป็นพยานให้หน่อย”
“วันที่ส่งของให้แมสเซนเจอร์ก็มีพยานเยอะค่ะ อยู่กัน 2-3 คน เขาก็เดินเข้ามาเอาทองในบ้านเลย ตอนแพ็กทองในบ้านเรามีกล้องว่าทองใส่ในกล่องจริง เรายื่นหลักฐานให้พนักงานสอบสวนแล้ว (ท้องที่ที่เกิดเหตุคือคันนายาว แต่บ้านเราอยู่ประเวศ ทำไมถึงไปแจ้งความที่คันนายาว?) เรื่องแจ้งโรงพักไหน หนูก็ไม่เก่ง ไม่รู้ว่าต้องแจ้งยังไง แต่รู้ว่าต้องแจ้งความ แมสเซนเจอร์รถล้มวันที่ 24 กันยายน 2565 เวลาตี 5 แต่เขาไม่แจ้งความ ไม่ทำอะไรเลย เขาไปโรงพยาบาล แต่ไม่ตามทองให้เราเลย เขามารับทองที่บ้านประมาณ ตี 2-3”
“ส่วนที่คนมองว่าไม่เมกเซ้นส์กับสิ่งที่พูด ไม่ซื้อทิพย์หรอกค่ะ เพราะร้านทองก็เป็นพยานให้ได้ และมีใบเสร็จ ส่วนเรื่องเมกเซ้นส์ ถ้ารู้จักหนูดีจะรู้ว่าเป็นคนยังไง ต่อให้มีอะไรก็ตามที่เป็นเรื่องหนักหนาในชีวิต หนูก็ไม่เคยเอาความใคร ไม่เคยฟ้องใครเลย หนูบอกว่าอโหสิกรรมไม่ฟ้องใครทั้งสิ้น มันขึ้นอยู่นิสัยคนว่ามองยังไง เรื่องนี้ตำรวจบอกว่ามันไม่มี มันหาไม่เจอ หนูก็ไม่รู้จะต้องทำยังไงต่อ หนูก็ตามเรื่องนี้มาหลายเดือน”
“กับตัวแมสเซนเจอร์เราก็บีบเขาหนักมาก ไปตามถึงบ้าน เรียกมาสอบ ทำทุกวิถีทาง ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่สิ่งที่เขาทำกับหนูในวันนั้น มันเป็นสิ่งที่ทำให้หนูเป็นโดมิโนในวันนี้ มันเป็นส่วนหนึ่งที่ประกอบให้ธุรกิจสะดุด บวกกับตอนที่เราคืนกำไรให้ลูกค้า เราไม่คิดว่าราคาทองมันจะพุ่งพรวดขนาดนี้”
“เราเกินจุดเครียดไปแล้วค่ะ ก่อนหน้านี้เราคิดสั้นไปแล้ว ตอนคิดสั้นมีคนบอกว่าเป็นคอนเทนต์ไหม (ให้ดูรอยแผล) เป็นรอยเอามีดมาแทงตรงหัวใจ คือไม่มีใครเอามีดมาปักตรงหัวใจหรอกค่ะ ถ้ามันไม่เศร้าจริงๆ คือหนูพยายามเข้มแข็งในทุกๆ วัน และพยายามจะไม่นอยด์ เพราะเรื่องมันเกิดไปแล้วเราต้องสู้ คงไม่มีใครผูกคอตายเล่นๆ แล้ววันที่ทำ ขอแก้ข่าวนิดหนึ่ง ที่น้องเมญ่า ไปพูดว่าโทร.หาเพื่อลาครั้งสุดท้าย วันนั้นหนูยังโกรธและนอยด์เมญ่าอยู่นะ คือวันที่หนูฆ่าตัวตาย หนูไม่ได้บอกใครเลย ไม่ได้สั่งเสียด้วย เพราะคิดว่าทำเลย ถ้าหนูตายก็คือจบ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ เรารู้สึกว่าทำไมชีวิตเรามันแย่จัง แต่สุดท้ายเราต้องอยู่ ถ้าเราไม่อยู่แล้วลูกค้าจะได้ของได้ยังไง หนูก็ต้องอยู่เพื่อแก้ปัญหา วันหน้าจะตายเดี๋ยวค่อยว่ากันใหม่”
















