ประเด็นบ้านหลังแรกของ “ลิลลี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” ยังคงเป็นที่จับตามอง หลังเกิดดรามาระหว่าง “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” และ “แม่เกด” เกี่ยวกับการนำบ้านไปจำนอง จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง
บ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านหลังแรกที่ลิลลี่ซื้อจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองเมื่อปี 2564 ขณะอายุเพียง 15 ปี ตั้งอยู่ในจังหวัดสงขลา ก่อนจะถูกนำไปจำนองเนื่องจากความจำเป็นทางการเงิน โดยก่อนหน้านี้มีการเปิดเผยว่า เจนนี่เคยนำเงินจำนวน 5 ล้านบาทไปช่วยไถ่บ้านคืน แต่ท้ายที่สุดกรรมสิทธิ์บ้านกลับตกเป็นชื่อของบุคคลอื่น
ล่าสุด “นางสาวพรรณิภา โอฬารธัมมะกิติ์” อายุ 52 ปี เจ้าของธุรกิจทิชชู่แบรนด์ดัง ซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์บ้านในปัจจุบัน ได้ออกมาเปิดใจผ่านสื่อ พร้อมฝากถึงเจนนี่ว่า อยากให้ช่วยซื้อบ้านหลังนี้กลับคืน เนื่องจากบ้านทั้ง 4 หลังในพื้นที่อยู่ติดกัน ไม่มีรั้วกั้น จึงอยากเห็นครอบครัวกลับมาอยู่ร่วมกันเหมือนเดิม
นางสาวพรรณิภา เปิดเผยว่า ตนรู้จักและสนิทกับแม่เกด เพราะมีบ้านอยู่ละแวกเดียวกันในจังหวัดสงขลา กระทั่งช่วงเดือนมีนาคม 2568 แม่เกดมีความจำเป็นต้องใช้เงิน จึงนำบ้านหลังดังกล่าวมาจำนองกับตนเป็นเงิน 5 ล้านบาท ซึ่งตนยินยอมช่วยเหลือด้วยความไว้ใจ
เจ้าของบ้านยังเล่าต่อว่า ในช่วงแรกตั้งใจจะขายบ้านคืนในราคา 5.5 ล้านบาท เพื่อรวมดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น แต่เมื่อเจนนี่ขอเจรจาให้เหลือ 5 ล้านบาท ตนก็ตัดสินใจยอม โดยไม่คิดดอกเบี้ยแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม การเจรจายังไม่สิ้นสุด เพราะเจนนี่ได้ขอลดราคาลงอีกเหลือ 4.5 ล้านบาท พร้อมให้เหตุผลว่า อยากให้คิดเสียว่าเป็นบุคคลภายนอกที่มาซื้อบ้าน ไม่ต้องมองว่าเป็นกรณีที่แม่นำบ้านมาจำนองไว้
หลังใช้เวลาพิจารณาอยู่ราว 1-2 วัน นางสาวพรรณิภาเปิดเผยว่า สุดท้ายตนยอมรับข้อเสนอดังกล่าว เพราะตั้งใจจะนำเงินไปลงทุนด้านอื่น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบ้านหลังแรกของลิลลี่จะได้กลับคืนสู่เจ้าของเดิม เพื่อให้ครอบครัวได้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม เฟซบุ๊ก “รัชนก สุวรรณเกตุ” ของเจนนี่ ได้โพสต์ข้อความที่ระบุว่าตนเองไม่มีการแถลงอะไรทั้งนั้น เพราะมันจบไปตั้งแต่ปีที่แล้ว
“ไม่มีอะไรจะแถลงเลยค่ะ ไม่มีอะไรเกี่ยวกับเจนนี่โดยตรงด้วยค่ะ ในส่วนของเจนนี่จบไปตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วค่ะ ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงนะคะ”
“ไม่มีเทศกาลอะไรทั้งนั้นค่ะ”
“ปีที่แล้วก็มีแต่ข่าวนี้ทั้งปี ปีนี้ยังจะมาอีกเหรอ”






















